โหดเกิ๊น ลิเวอร์พูล จ่าฝูง ตัดเกรดบิ๊กทีม พรีเมียร์ลีก ครึ่งซีซั่นแรก

โหดเกิ๊น ลิเวอร์พูล จ่าฝูง ตัดเกรดบิ๊กทีม พรีเมียร์ลีก ครึ่งซีซั่นแรก

 

โหดเกิ๊น ลิเวอร์พูล จ่าฝูง ตัดเกรดบิ๊กทีม พรีเมียร์ลีก ครึ่งซีซั่นแรก ถึงแม้ทีมจ่าฝูงอย่าง ลิเวอร์พูล รวมถึง เวสต์แฮม ยูไนเต็ด เตะไปได้แค่ 18 นัด แต่บรรดาทีมที่เหลือเตะกันไปครบ 19 นัดเรียบร้อย ซึ่งนั่นก็หมายความว่า

ศึกลูกหนัง พรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประจำฤดูกาล 2019/20 ฟาดฟันกันมาถึงครึ่งทางแล้ว และก็ถึงเวลาเช่นกันที่เราจะมาตัดเกรดผลงานของแต่ละทีมช่วงครึ่งฤดูกาลแรก แต่จะโฟกัสแค่ “บิ๊กซิกซ์” บวกกับทีมขวัญใจคนไทยอย่าง เลสเตอร์ ซิตี้ เท่านั้น

อาร์เซน่อล (อันดับ 11)
เปิดฤดูกาลได้อย่างมีความหวัง ด้วยการเก็บ 6 แต้มเต็ม จาก 2 นัดแรก ทว่าหลังจากนั้นมีแต่ทรงกับทรุด แถมจะเป็นอย่างหลังเสียมากกว่า และที่น่าใจหายคือ พวกเขาชนะแค่หนเดียวเท่านั้น จาก 11 เกมหลังสุด ซึ่งถือเป็นผลงานที่น่าผิดหวังอย่างแรง และด้วยการที่ตอนนี้มีคะแนนห่างจากท็อปโฟร์ถึง 8 แต้ม ถือว่าน่าสนใจเหลือเกินว่า “ไอ้ปืนใหญ่” ภายใต้การนำทัพของกุนซือคนใหม่อย่าง มิเกล อาร์เตต้า จะทำได้ดีแค่ไหนในช่วงครึ่งซีซั่นหลัง

แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด (อันดับ 8)
แม้ไม่ได้ถูกคาดหวังไว้สูงมากอยู่แล้ว แต่ทีมอย่าง แมนฯ ยูไนเต็ด ก็น่าจะทำได้ดีกว่านี้ เพราะผลงาน 19 นัดที่ผ่านมา มีขึ้นๆ ลงๆ ตลอด แถมชอบเสียแต้มให้กับทีมเล็กๆ แต่ข้อดีคือ พวกเขากลับสามารถกอบโกยแต้มจากเกมใหญ่ๆ ได้ โดยเฉพาะการเอาชนะทีมใหญ่อย่าง แมนเชสเตอร์ ซิตี้, ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์, เลสเตอร์ ซิตี้ และเสมอกับอย่าง ลิเวอร์พูล และ อาร์เซน่อล ได้ แต่ก็อย่างที่บอกไป หาก “ปีศาจแดง” ไม่พลาดง่ายๆ ในเกมเล็ก อันดับในตารางน่าจะดีกว่านี้

วิเคราะห์บอล แทงบอลให้รวย โปรโมชั่นแทงบอล ดูบอลสดได้ก่อนใคร

โหดเกิ๊น ลิเวอร์พูล จ่าฝูง ตัดเกรดบิ๊กทีม พรีเมียร์ลีก

โหดเกิ๊น ลิเวอร์พูล จ่าฝูง ตัดเกรดบิ๊กทีม พรีเมียร์ลีก

ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ (อันดับ 6)

ถูกตั้งความหวังไว้สูงไม่น้อยในฐานะที่เป็นถึงรองแชมป์ยุโรป แต่ เมาริซิโอ โปเช็ตติโน่ กลับมาทีมทำผลงานได้น่าผิดหวังสุดๆ ชนิดที่ 12 เกมแรกของซีซั่น เก็บชัยชนะได้แค่ 3 นัด จนต้องเปลี่ยนมือกุนซือมาเป็น โชเซ่ มูรินโญ่ และผลงานของ “ไก่เดือยทอง” ก็ดีขึ้นแบบทันตาเห็น เพราะคว้าชัยได้ 5 จาก 7 เกมหลังสุด จนตอนนี้ขึ้นมาไล่จี้ เชลซี ทีมอันดับสี่ เหลือแค่ 3 แต้ม

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (อันดับ 3)
ในฐานะที่เป็นแชมป์เก่า แต่จากสกานการณ์ล่าสุดที่เมื่อคืนวันศุกร์บุกไปพลิกพ่าย วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 2-3 ทั้งที่ออกนำก่อน 2-0 จนตอนนี้มีคะแนนตามหลัง ลิเวอร์พูล ทีมจ่าฝูงไกล ถึง 14 แต้ม แถมลงเตะมากกว่า 1 นัด ทำให้โอกาสป้องกันแชมป์ของพวกเขา

อาจจะหลุดลอยไปแล้วก็ได้ ซึ่งด้วยความคาดหวังที่สูง แต่แพ้ไปแล้ว 5 จาก 19 เกมแรกของซีซั่น ถือเป็นผลงานที่น่าผิดหวังทีเดียวสำหรับ “เรือใบสีฟ้า” และเมื่อมองดูถึงมาตรฐานของยอดกุนซืออย่าง เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

เชลซี (อันดับ 4)
ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยสำหรับ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ในการเข้ามาคุมทัพ สิงห์บลูส์ ที่ฤดูกาลนี้ต้องพึ่งพาแข้งพลังหนุ่มเป็นหลัก แม้ผลงานไม่คงเส้นคงวา ซึ่งเห็นง่ายๆ จากสองเกมล่าสุดที่บุกไปโค่น ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ 2-0 แต่กลับพ่าย เซาธ์แฮมป์ตัน คาบ้าน 0-2 แต่โดยรวมแล้วเชลซีภายใต้การนำทัพของ “แลมพ์ส” ไม่ได้เลวร้ายอะไร แถมตอนนี้ได้ลุ้นเต็มตัวกับการติดกลุ่มท็อปโฟร์

เลสเตอร์ ซิตี้ (อันดับ 2)
ถึงแม้ 3 เกมหลังสุด แพ้ 2 เสมอ 1 จนจากที่เคย (แอบ) ได้ลุ้นแชมป์ กลายเป็นแทบจะหมดหวัง แต่ก่อนเริ่มต้นฤดูกาล ใครจะกล้าคิดล่ะว่า เลสเตอร์ จะมาไกลถึงขนาดนี้ ซึ่งก็ต้องยกความดีความชอบให้กับทั้งกุนซือ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส และบรรดานักเตะ ที่ทำผลงานได้ยอดเยี่ยมมาก แม้มักจะพลาดท่ายามเจอทีมใหญ่ แต่พวกเขาก็เก็บได้แทบหมดยามเจอทีมพิกัดเดียวกันหรือเล็กกว่า แถมมีช่วงหนึ่งที่คว้าชัย 8 นัดติดด้วย ต้องบอกเลยว่า “จิ้งจอกสยาม” ทำผลงานได้น่าประทับใจจริงๆ โดยเฉพาะเกมบุกไปยำโหด เซาธ์แฮมป์ตัน 9-0 เมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคม ถือเป็นไฮไลท์ของซีซั่นเลยก็ว่าได้

หงส์แดง

หงส์แดง

ลิเวอร์พูล (อันดับ 1)
ด้วยการที่พลาดแชมป์อย่างหวุดหวิดและน่าเจ็บใจในฤดูกาลที่แล้ว ทำให้ฤดูกาลนี้ ลิเวอร์พูล ภายใต้การนำทัพของกุนซือ เจอร์เก้น คล็อปป์ มาพร้อมกับความมุ่งมั่น และเน้นกันแบบสุดๆ แต่ที่น่าทึ่งคือ ผลงานชนะ 17 เสมอ 1 จาก 18 เกมที่ผ่านพ้นไป ถือเป็นผลงานที่อลังการมากๆ และด้วยการที่ตอนนี้โกยคะแนนทิ้งอันดับสองอย่าง เลสเตอร์ ไปไกลถึง 13 แต้ม แถมมีเกมอยู่ในมืออีกหนึ่งนัด ทำให้สถานการณ์ของ “หงส์แดง” ณ เวลานี้ดูดีมากๆ สำหรับการมุ่งหน้าสู่การเป็นแชมป์ลีกครั้งแรกในรอบ 30 ปี