เวลส์มาแล้ว บทสรุปศึก ยูโร2020 รอบคัดเลือก

เวลส์มาแล้ว บทสรุปศึก ยูโร2020 รอบคัดเลือก

 

เวลส์มาแล้ว บทสรุปศึก ยูโร2020 รอบคัดเลือก ปิดฉากลงไปอย่างสมบูรณ์แบบสำหรับศึก ยูโร 2020 รอบคัดเลือก หลังจากที่บรรดาทีมในกลุ่ม ซี, อี, จี และ ไอ ลงเตะเกมส่งท้ายเมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ตอนนี้ได้ทีมไปเตะรอบสุดท้ายช่วงกลางปีหน้าโดยอัตโนมัติครบ 20 ทีมแล้ว โดย เวลส์ เป็นทีมสุดท้ายที่ได้ตั๋วไปครอง แต่ยังมีโควตาเหลืออีก 4 ทีม ซึ่งจะชิงที่นั่งกันจากการเตะเพลย์ออฟ (16 ทีม) ช่วงปลายเดือนมีนาคมปีหน้า แต่กว่าจะไปถึงตอนนั้น เรามาสรุปสถานการณ์การแข่งขันรอบคัดเลือกทั้ง 10 กลุ่มกันก่อนดีกว่า

 กลุ่ม เอ

เวลส์มาแล้ว บทสรุปศึก ยูโร2020

เวลส์มาแล้ว บทสรุปศึก ยูโร2020

ถ้าท่าน คาสิโนออนไลน์ได้เงินจริง ท่านยังได้รับ โปรโมชั่นแทงบอล ให้อีกมากมาย พร้อมบริการ24ชั่วโมง

อังกฤษ ซิวแชมป์กลุ่มได้แบบสบายๆ พร้อมคว้าสิทธิ์ลุยรอบสุดท้าย ด้วยสถิติชนะ 7 แพ้ 1 ยิงไปถึง 37 ประตู และเสียแค่ 6 ประตู ขณะที่ สาธารณรัฐเช็ก ก็เข้าตามไปในฐานะรองแชมป์กลุ่ม ซึ่งถือเป็นการเข้าไปเตะรอบสุดท้ายหนที่ 9 เท่ากับ “สิงโตคำราม” ส่วน โคโซโว กับ บัลแกเรีย ได้ไปลุ้นต่อในการเตะเพลย์ออฟ

กลุ่ม บี

ถือว่าทำผลงานได้ยอดเยี่ยมเหนือความคาดหมายสำหรับ ยูเครน ที่คว้าสิทธิ์ลุยรอบสุดท้ายได้ก่อนเพื่อน ด้วยการเป็นแชมป์กลุ่มแบบไร้พ่าย (ชนะ 6 เสมอ 2) ขณะที่ โปรตุเกส ของ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ตามไปในฐานะรองแชมป์ ส่วน เซอร์เบีย ที่เข้าป้ายอันดับสาม ยังไม่หมดหวัง เพราะได้ลุ้นต่อในการเตะเพลย์ออฟ

กลุ่ม ซี 

เยอรมนี

เยอรมนี

เยอรมนี กับ ฮอลแลนด์ ได้ลุยรอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติก่อนแล้ว แต่ชัยชนะสุดหรูเหนือ ไอร์แลนด์เหนือ 6-1 เมื่อคืนที่ผ่านมา ทำให้ “อินทรีเหล็ก” จบด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม ส่วน ฮอลแลนด์ ที่ไล่ยำ เอสโตเนีย 5-0 เข้าป้ายที่อันดับสอง ขณะที่ ไอร์แลนด์เหนือ ได้ลุ้นต่อในการเตะเพลย์ออฟ เช่นเดียวกับ เบลารุส

กลุ่ม ดี

เป็นกลุ่มที่ลุ้นกันสนุกจนถึงนัดสุดท้าย และก็เป็น สวิตเซอร์แลนด์ กับ เดนมาร์ก ที่ได้เข้าไปเตะรอบสุดท้ายแบบอัตโนมัติในฐานะแชมป์และรองแชมป์กลุ่ม ส่วน สาธารณรัฐไอร์แลนด์ กับ จอร์เจีย ได้สิทธิ์ไปเตะเพลย์ออฟ ขณะที่ ยิบรอลตาร์ จมบ๊วย ด้วยสถิติแพ้รวดทั้ง 8 นัด

กลุ่ม อี 

เวลส์ เปิดบ้านสอย ฮังการี 2-0 เมื่อคืนวันอังคารที่ผ่านมา ทำให้ทัพ “มังกรแดง” กลายเป็นทีมสุดท้ายหรือทีมลำดับที่ 20 ที่ได้สิทธิ์เข้าไปเตะรอบสุดท้ายโดยอัตโนมัติ โดยพวกเขาจบที่อันดับสอง ส่วน โครเอเชีย การันตีตำแหน่งแชมป์กลุ่มตั้งแต่สุดสัปดาห์ที่แล้ว ขณะที่สองทีมที่ได้ไปเตะเพลย์ออฟจากกลุ่มนี้คือ ฮังการี กับ สโลวาเกีย

    กลุ่ม เอฟ

 

สเปน แชมป์ยุโรป 3 สมัย ตีตั๋วเข้ารอบสุดท้ายแบบสบายๆ ในฐานะแชมป์กลุ่ม ขณะที่ สวีเดน ตามเข้าไปในฐานะรองแชมป์ ส่วน นอร์เวย์ กับ โรมาเนีย ได้ไปลุ้นต่อในการเตะเพลย์ออฟ สำหรับสองสมันน้อยของกลุ่มอย่าง หมู่เกาะแฟโร กับ มอลตา มีทีมละ 3 แต้ม ซึ่งนั่นก็มาจากการชนะกันเอง

  สเปน แชมป์ยุโรป 3 สมัย

สเปน แชมป์ยุโรป 3 สมัย

   กลุ่ม จี 

กลุ่มนี้ โปแลนด์ กับ ออสเตรีย ควงกันลุยรอบสุดท้ายแบบสบายๆ ในฐานะแชมป์และรองแชมป์กลุ่ม ส่วน อิสราเอล และ มาซิโดเนีย ได้ไปเตะเพลย์ออฟ ขณะที่ ลัตเวีย จมบ๊วย โดยเพิ่งมาได้ชัยชนะครั้งแรกเมื่อคืนที่ผ่านมา ด้วยการเปิดบ้านเชือด ออสเตรีย 1-0

กลุ่ม เอช

ทีมแชมป์โลกอย่าง ฝรั่งเศส ไม่พลาดตั๋วลุยรอบสุดท้าย โดยพวกเขาจบรอบคัดเลือกในฐานะแชมป์กลุ่ม ตามด้วย ตุรกี ส่วน ไอซ์แลนด์ ยังมีโอกาสได้ไปเตะรอบสุดท้ายเป็นหนที่สองติดต่อกัน เพราะได้สิทธิ์เตะเพลย์ออฟ

กลุ่ม ไอ

กลุ่มนี้ เบลเยียม กับ รัสเซีย คว้าตั๋วลุยรอบสุดท้ายแบบได้ไม่ยากเย็น โดยเฉพาะทัพ “ปีศาจแดงแห่งยุโรป” ที่เป็นแชมป์กลุ่มนั้น ทำสถิติคว้าชัย 100% จากการลงแข่ง 10 นัด หลังเมื่อคืนส่งท้ายด้วยการเปิดบ้านไล่ยำ ไซปรัส 6-1 ขณะที่ “หมีขาว” ก็ไม่ยอมน้อยหน้า โดยบุกไปต้อน ซาน มาริโน่ 5-0 ส่วน สกอตแลนด์ ได้ไปลุ้นต่อในการเตะเพลย์ออฟ

กลุ่ม เจ

อิตาลี คว้าตั๋วลุยรอบสุดท้ายได้อย่างสุดอลังการ หลังปิดฉากรอบคัดเลือกด้วยการมี 30 คะแนนเต็ม ขณะที่้ ฟินแลนด์ เป็นรองแชมป์กลุ่ม ทำให้พวกเขาได้ไปเตะรายการระดับเมเจอร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ส่วน บอสเนียฯ แม้จบที่สี่ แต่ก็ได้ไปลุยต่อในการเตะเพลย์ออฟ

ทั้งนี้ การพิจารณาหา 16 ทีมไปเตะเพลย์ออฟนั้น จะดูจากผลงานในการลงทำศึก ยูฟ่า เนชั่นส์ ลีก เป็นหลัก ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใจที่บางทีมอยู่อันดับแย่กว่าเพื่อน แต่กลับได้สิทธิ์ไปเตะเพลย์ออฟ

สรุป 20 ทีมที่เข้ารอบสุดท้ายแบบอัตโนมัติ

    – เบลเยียม (แชมป์กลุ่ม ไอ : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2019)
– อิตาลี(H) (แชมป์กลุ่ม เจ : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2019)
– รัสเซีย(H) (รองแชมป์กลุ่ม ไอ : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2019)
– โปแลนด์ (แชมป์กลุ่ม จี : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 13 ตุลาคม 2019)
– ยูเครน (แชมป์กลุ่ม บี : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2019)
– สเปน(H) (แชมป์กลุ่ม เอฟ : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 15 ตุลาคม 2019)
– ตุรกี (รองแชมป์กลุ่ม เอช : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2019)
– ฝรั่งเศส (แชมป์กลุ่ม เอช : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2019)
– อังกฤษ(H) (แชมป์กลุ่ม เอ : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2019)
– สาธารณรัฐเช็ก (รองแชมป์กลุ่ม เอ : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2019)
– ฟินแลนด์ (รองแชมป์กลุ่ม เจ : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2019)
– สวีเดน (รองแชมป์กลุ่ม เอฟ : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2019)
– โครเอเชีย (แชมป์กลุ่ม อี : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2019)
– ออสเตรีย (รองแชมป์กลุ่ม จี : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2019)
– เยอรมนี(H) (แชมป์กลุ่ม ซี : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2019)
– ฮอลแลนด์(H) (รองแชมป์กลุ่ม ซี : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 16 พฤศจิกายน 2019)
– โปรตุเกส (รองแชมป์กลุ่ม บี : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 17 พฤศจิกายน 2019)
– สวิตเซอร์แลนด์ (แชมป์กลุ่ม ดี : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2019)
– เดนมาร์ก(H) (รองแชมป์กลุ่ม ดี : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 18 พฤศจิกายน 2019)
– เวลส์ (รองแชมป์กลุ่ม อี : การันตีเข้ารอบเมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2019))