ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ รอบแบ่งกลุ่มนัดสุดท้าย

ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

สถานการณ์ ก่อนกลุ่มอีลงแข่ง
ซัลซ์บวร์ก(7) – ลิเวอร์พูล(10)
นาโปลี(9) -เกงค์ (1)
เงื่อนไขเข้ารอบ16 ทีม
* หงส์ ชนะ, เสมอเข้ารอบ หรือ นาโปลีแพ้
* นาโปลี ชนะ, เสมอ หรือ ซัลซ์บวร์ก ไม่ชนะ
* ซัลซ์บวร์กชนะ โดยนาโปลี ไม่ชนะเกงค์
หรือถ้านาโปลีชนะเกงค์ พวกเขาต้องชนะหงส์ ด้วยสกอร์ที่ดีกว่า4-3
อย่างไรก็ตาม…สถานะการณ์ที่เกิดขึ้น ไม่ต้องยืมจมูกใครหายใจ
ทำด้วยตัวเองเพื่อเข้ารอบ เสมอหรือ ชนะ…ก็จบ

ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

4-1-2-3….เกอิต้า เด่น
นัดนี้ เกอิต้า…..ลงแดนกลาง เจเค จึงใช้ นาบี เกอิต้า ลงแดนกลาง คู่กับ จีนี่

โดย เฮนโด้ ยืนปักหลักตัวต่ำให้ หลังแดนกลางและหน้ากองหลัง
เมื่อเล่นเกมรุก เกอิต้า กับ จีนี่ เติมได้ตลอดเวลา
ขณะที่ เฮนโด้ เฝ้าพื้นที่แดนกลางไว้ และถอนต่ำไปเล่นเกมกับ คู่เซ็นเตอร์
เพื่อล่อให้ ซัลซ์บวร์ก ไล่เพรสซิงขึ้นมา แล้วค่อยวางบอลยาวตลบหลัง
ส่วนตำแหน่งอื่นชุดใหญ่ทั้งแบ็กโฟร์ และตัวทำสามคน
นัดนี้ บทบาทเกมรุกจึงไปที่ เกอิต้า เป็นพิเศษ และเขาทำหน้าที่ตรงนี่ได้ดี
การขึ้นเติมเร็ว การเล่นแบบทะลุทะลวง การให้บอลใส่พาน
เขาดูเข้าขากับ โม ซาลาห์ ใช้ได้ทีเดียว
น่าเสียดายที่ไม่ได้ประตูเท่านั้นเอง…จากการโจมตีของ เกอิต้า
พอครึ่งหลัง…เกอิต้า ได้โขกโล่งๆจังหวะที่ ประตู ซัลซ์บวร์ก มั่นใจเกินไป
ออกมาโดน มาเน่ ชิพลูกเข้ากลางให้ เกอิต้า โขกสวยงามมาก
ผลของการเล่นอย่างโดดเด่นในครึ่งแรก ได้โบนัสครึ่งหลังคือโหม่งให้ทีมนำ 1-0

ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ลิเวอร์พูล ผ่านเข้ารอบ ฟุตบอลยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก

ถ้าท่านสนใจ พนันบอลถูกกฏหมาย หรือ ดูบอลสด ได้ก่อนใคร

ซัลซ์บวร์ก…สวนกลับดี
เจสส์ มาร์ช อดีตกองกลางทีมชาติสหรัฐโค้ช. จัดแท็กติก 4-3-3
สตานโกวิช เฝ้าเสา แบ็กโฟร์ ได้เซ็นเตอร์แบ็ก ออนเกเน่ กับ โวเบอร์
แบ็กสองข้างขวา อูลเมอร์ ด้านซ้าย คริสเตนเซ่น
แดนกลางตัวรับคุมเกม เอ็มเวพู ตัวทีมชาติแคเมอรูน
มียานูโซวิช กับ โซบอสไล เดินเกมรุก สนับสนุน หน้าสามคน
กวาง ฮี ชาน ตัวทีมชาติเกาหลีใต้ และ มินามิโนะ ตัวทีมชาติญี่ปุ่น

หน้าเป้าก็ ฮาแลนด์ ลูกชายของอดีตนักเตะลีดส์ อัลฟี แลนด์
แผนการเล่นของ มาร์ช ถ้าเพรสแดนบนได้ จะเพรสเพื่อให้หงส์คายบอล
ถ้าไม่ได้ก็ถอนลงมารับในแดนกลาง รักษาพื้นที่เอาไว้
จากนั้นมีโอกาสตัดบอลได้สวนกลับเร็วทันที
มีทั้ง กวาง ฮี ชาน กับ มินามิโนะ เร็วมาก และ ฮาลันด์ รอจังหวะยิง
ซึ่งการเล่นแบบนี้ก็ได้โอกาสหลายครั้งสวนกลับมา
จังหวะ เทรนต์ และ ร็อบโบ้ เติมขึ้นมาเปิดบอลแล้วโดนสกัดได้
บอลจะเปลี่ยนจากรับเป็นรุกเร็ว…ถึงหน้าประตูหงส์ทันที
มินามิโนะ คล่องเร็ว…มีโอกาสหลอก เฮนโด้ หลังหัก แต่ยิงติด อ.เบคเกอร์
ช่วง 30 นาทีแรก เจ้าบ้านซัลซ์บวร์ก ได้ยิง 6 ครั้งเข้ากรอบ 5
จะว่าไปซัลซ์บวร์กเล่นแล้วมีความหวังในการยิงประตู
ถือว่าการเซ็ตเกม รับและรุก สู้ได้ดี ไม่กลัวลิเวอร์พูล ตอบโต้ได้หลายครั้ง

ครึ่งแรกเด็กหงส์…..จบทื่อๆ
โอกาสเข้าทำสองทีมใกล้่เคียงกันในครึ่งแรก
ซัลซ์บวร์ก ได้ยิง 7ครั้ง เข้ากรอบ6 ส่วนลิเวอร์พูลยิง 7 เข้ากรอบสอง
โดยเฉพาะการหลุดเดี่ยวของ โม ซาลาห์ สองครั้งที่น่าได้ประตู
ครั้งแรก ลอฟเรน วางยาวให้เดี่ยวในเขตโทษ ยิงติด สตานโกวิช
ครั้งสอง เกอิต้า ให้ว่างๆในเขต ยิงออกหลังผิดไปเยอะ
ส่วนอีกจังหวะ เกอิต้า ได้บอลจาก ซาลาห์ เข้าไปยิงติด สตานโกวิช
เทียบโอกาสสกอร์แล้ว ถ้าเด็กหงส์เฉียบขาดในการยิง
น่าจะขึ้นนำ 2-0

ไม่นับตัวเลขการยิงหรือแอสซิสต์ แต่นับดูวิธีการเล่นในสนาม
บ๊อบบี ฟีร์มีโน่ จ่ายบอลพลาดบ่อย มีส่วนร่วมเกมรุกน้อย
บางทีนั่นอาจจะเป็นเพราะบทบาทของ เกอิต้า ในการขึ้นเกมรุกมีเยอะ
ฟีร์มีโน่ จึงดรอปลงไป ครึ่งแรกไม่ได้เห็นการจ่ายบอลงามๆเลย
มีแต่ เกอิต้า ที่ทะลุเติมขึ้นหลายๆเที่ยว
แถมสิบนาทีแรกของครึ่งหลัง…จ่ายบอลเสียสามสี่ครั้ง
ไม่มีส่วนร่วมกับเกมรุกมากนัก…
จนกระทั่งโดนเปลี่ยนออกนาทีที่ 75 เจมส์ มิลเนอร์ แทน
นั่นทำให้ เกอิต้า ยังได้เล่นเกมข้างบนกับตัวรุกอย่าง ซาล่าห์

การเข้ารอบนอคเอาต์ของลิเวอร์พูลครั้งนี้ นับว่าเป็นมาตรฐานของทีมที่สร้างขึ้น
ไม่จำเป็นต้องชนะรวดทุกนัดในรอบแบ่งกลุ่ม เพราะคู่แข่งต่างลีก ต่างวิธีการเล่น
เล่นยากกว่าพรีเมียร์ลีก ดังนั้นเล่นด้วยแทกติกประคองตัวเข้ารอบ
ถ้าดูจากสายนี้ก่อนแข่งคือไม่แข็งนัก แต่เมื่อลิเวอร์พูลพลาดท่าเกมแรกแพ้นาโปลี
ความยากเริ่มต้นขึ้นทันที ต้องไล่เก็บชัยชนะสามนัดกับ ซัลซ์บวร์ก, เกงค์ สองนัด
ก่อนที่จะมาเสมอนาโปลี ทีมที่แข็งแกร่งจากกัลโช่
ลุ้นนัดสุดท้ายกับซัลซ์บวร์ก เงื่อนไขที่เสมอได้
แต่ด้วยมาตรฐานยังดูเหนือกว่า…เกมจึงจบด้วยชัยชนะเข้ารอบ

ถือว่างานสำเร็จไปอีกหนึ่งรายการ…
ถ้วยนี้สำคัญในแง่แหล่งรายได้เพิ่ม
ยิ่งเข้ารอบลึกเท่าไหร่ยิ่ง..มีผลต่อรายได้ของทีมเยอะขึ้นเท่านั้น

เข้ารอบแล้ว…รออีกครั้งคือก.พ. จากนี้เหลือพรีเมียร์ลีก 14 ธ.ค.
เจอวัตฟอร์ด ก่อนไปเตะสโมสรโลก
มาถึงจุดนี้แล้วนะครับ…ลิเวอร์พูลยังไม่เคยได้แชมป์สโมสรโลก
นับตั้งแต่เมื่อก่อนที่ได้เตะกับทีมแชมป์อเมริกาใต้
ไม่ยอมเล่นหนึ่งครั้งกับโบคา จูเนียร์ สมัยชื่อ “อินเตอร์ คอนติเนทั่ล คัพ”

แพ้ฟลาเมงโก และ อินดิเพนเดียนเต้ ในสองครั้ง
รวมทั้งยุค ราฟา เบนิเตซ แพ้ เซา เปาโล
ครั้นจะบอกว่าถ้วยนี้ไม่สำคัญคงไม่ใช่…
คำว่า “แชมป์สโมสรโลก” มันอาจไม่ได้ยิ่งใหญ่มากมาย
แต่มันเป็นมูลค่าเพิ่มให้สโมสร ยกระดับแบรนด์ให้แข็งแกร่งขึ้นไปอีก
ไหนๆมาตรฐานทีมสร้างมาถึงจุดที่พร้อมลุ้นแชมป์ทุกรายการแบบนี้
เก็บถ้วยสโมสรโลกให้ได้…ก่อนกลับมาสร้างความมั่นใจในการตะลุยแชมป์พรีเมียร์ลีก