ประเด็นร้อน ศึกพรีเมียร์ นัดที่ 17

ประเด็นร้อน ศึกพรีเมียร์ นัดที่ 17 เกือบครึ่งทางแล้ว

ประเด็นร้อน ศึกพรีเมียร์ นัดที่ 17

ประเด็นร้อน ศึกพรีเมียร์ นัดที่ 17

ประเด็นร้อน ศึกพรีเมียร์ นัดที่ 17

เว็บพนันบอล โปรโมชั่นถูกใจ แทงบอลฟรี ได้ก่อนใคร

ด้วยความที่เตะเป็นคู่แรกประจำโปรแกรมนัดที่ 17 ทำให้ ลิเวอร์พูล มีโอกาสทองที่จะฉีกหนี เลสเตอร์ ซิตี้ ทีมในอันดับสองเพิ่มเป็น 11 คะแนนก่อน โดยพวกเขาจะได้เปิดบ้านรับการมาเยือนของ วัตฟอร์

อย่างที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าเจ้าถิ่นกำลังร้อนแรงสุดขีด หลังจากชนะมา 16 นัด และเสมอ 1 เกม ขณะที่ วัตฟอร์ด ถือว่าอยู่ในต่างกับ ลิเวอร์พูล แบบ 180 องศา เพราะพวกเขาเป็นอันดับสุดท้ายของตารางคะแนน และเพิ่งหยุดสถิติการแพ้ในลีก 3 นัดติดกันได้ แต่มันก็ไม่ได้ดีสักเท่าไหร่ เพราะการหยุดสถิติที่ว่าคือการเสมอกับ คริสตัล พาเลซ 0-0 ที่บ้านของตัวเอง

ทางฝั่ง ลิเวอร์พูล อาจจะมีปัญหาด้านการจัดแนวรับสักหน่อย หลังจากที่ เดยัน ลอฟเรน ลงเล่นเกมนี้ไม่ไหวเพราะมีปัญหาตรงหัวเข่าจากเกม ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก นัดที่ต้นสังกัดบุกดไปชนะ เร้ดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก 2-0 เมื่อวันอังคารที่ 10 ธันวาคม ที่ผ่านมา ทำให้เขาเป็นแข้งรายล่าสุดที่ต้องทำได้เพียงให้กำลังใจเพื่อนร่วมทีมที่ข้างสนามต่อจาก โฌแอล มาติป และ ฟาบินโญ่

ส่วน วัตฟอร์ด จะได้ เคร็ก ดอว์สัน แนวรับตัวหลักกลับมาช่วยทีม หลังก่อนหน้านี้ได้รับบาดเจ็บบริเวณศีรษะ และนี่จะถือเป็นการคุมทีมลงเล่นนัดแรกของ ไนเจล เพียร์สัน กุนซือคนใหม่ของ “แตนอาละวาด” ด้วย หลังจากเกมกับ พาเลซ มีแค่มาเปิดตัวต่อหน้าแฟนๆ และนั่งดูเกมบนอัฒจันทร์

ทั้งนี้ แอนฟิลด์ ถือเป็นหนึ่งในสนามแห่งฝันร้ายของ วัตฟอร์ด เพราะในเกมลีก 3 นัดหลังสุดที่คู่นี้เจอกันที่บ้านของ ลิเวอร์พูล นั้น “หงส์แดง” ชนะครบทั้ง 3 นัด แถมสกอร์ยังขาดลอยถึง 6-1, 5-0 และ 5-0 อีกต่างหาก โดยถ้าเกิด ลิเวอร์พูล ยังชนะด้วยสกอร์แบบนั้นได้อีก มันก็จะทำให้ถือเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก ที่มีทีมใดทีมหนึ่งเอาชนะคู่แข่งหน้าเดิมที่บ้านของตัวเองด้วยผลต่าง 5 ลูกขึ้นไปได้ถึง 4 นัดติดต่อกัน

นอกจากนี้ วัตฟอร์ด ก็เหมือนเป็นเหยื่ออันโอชะของ 3 แนวรุกของ ลิเวอร์พูล ไม่ว่าจะเป็น โมฮาเหม็ด ซาลาห์ ที่ในเกมลีก 4 นัดที่เจอกับ วัตฟอร์ด เขามีส่วนร่วมกับประตูถึง 7 ลูก, ซาดิโอ มาเน่ มีส่วนร่วมกับ 8 ประตูจากการเจอกับ วัตฟอร์ด 5 นัดในนามนักเตะ ลิเวอร์พูล และ โรแบร์โต้ ฟีร์มีโน่ ที่ทำประตูและแอสซิสต์รวม 8 หน ใน 6 เกมหลังสุดที่ได้ดวลกับ วัตฟอร์ด

ขณะเดียวกัน ลิเวอร์พูล ก็กำลังทำผลงานได้ดีในด้านลูกโหม่ง เพราะพวกเขาเป็นทีมที่ได้ประตูจากลูกโขกมากที่สุดในลีกประจำซีซั่นนี้ ที่จำนวน 10 หน มากกว่าจำนวนประตูรวมทั้งจากเท้าและหัวที่ วัตฟอร์ด ทำได้ตลอดทั้งซีซั่นนี้ 1 ลูก

ที่จริงแล้ว วัตฟอร์ด เคยมาชนะที่ แอนฟิลด์ ได้ตั้งแต่หนแรกที่มาเยือนสนามแห่งนี้ในการเล่นเกมระดับ พรีเมียร์ลีก (ไม่นับสมัยที่ลีกสูงสุดใช้ชื่อ ดิวิชั่น 1) โดยเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคม ปี 1999 ซึ่งวันนั้นพวกเขาชนะไป 1-0 แต่ 5 นัดหลังสุดที่มาเยือน แอนฟิลด์ พวกเขาแพ้รวด ซ้ำร้ายยังยิงได้เพียง 1 ลูก และเสียไปรวมแล้ว 20 ประตูด้วยกัน

“เชลซี-บอร์นมัธ”

เชลซี กำลังอยู่ในช่วงเครื่องสะดุด จากการแพ้ในลีกถึง 3 จาก 4 นัดหลังสุด แต่พวกเขาก็น่าจะมีกำลังใจที่ดีจากการผ่านเข้าสู่รอบ 16 ทีมสุดท้ายของ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ได้ แถมถ้าชนะเกมนี้ได้ พวกเขาก็จะทำแต้มเท่า แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก่อนหน้าที่ “เรือใบสีฟ้า” จะลงแข่งในวันอาทิตย์นี้ได้ด้วย

ทางฝั่ง บอร์นมัธ อาการหนักกว่า หลังจาก 5 นัดหลังสุดสะกดเป็นแต่คำว่าแพ้ หนสุดท้ายที่พวกเขาชนะต้องย้อนไปถึงวันที่ 2 พฤศจิกายน ที่เปิดบ้านชนะ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด 1-0 เลยทีเดียว

ทั้งนี้ เชลซี หมดสิทธิ์ใช้งาน ฟิคาโย่ โทโมรี่ กองหลังดาวรุ่งแน่นอน หลังเจ้าตัวเจ็บตรงสะโพก โดยคาดกันว่าแข้งที่เพิ่งต่อสัญญายาวถึงปี 2024 จะกลับมาซ้อมได้ในสัปดาห์หน้า ส่วน รูเบน ลอฟตัส-ชีค ก็ยังอยู่ระหว่างการฟื้นตัวจากอาการบาดเจ็บตรงส้นเท้า

ด้าน บอร์นมัธ ถึงกับกุมขมับ เพราะ นาธาน อาเก้ กำลังสำคัญของทีมเจ็บเอ็นหลังหัวเข่าจากเกมแพ้ ลิเวอร์พูล เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา จนทำให้เจ้าตัวอดเจอทีมเก่าแน่นอน ขณะที่ สตีฟ คุ้ก กองหลังของทีมก็เพิ่งเข้ารับการผ่าตัดตรงข้อมือในสัปดาห์นี้ และจะอดลงเล่นเหมือนกัน อย่างไรก็ตาม โจชัว คิง และ คัลลั่ม วิลสัน 2 แนวรุกที่ก่อนหน้านี้เจ็บตรงเอ็นหลังหัวเข่า อาจจะกลับมาช่วยทีมได้

สำหรับการเจอกันระหว่างคู่นี้นั้น มันน่าสนใจตรงที่ไม่เคยจบลงด้วยการเสมอกันเลยจากการพบกัน 15 หน โดยฝั่ง เชลซี ได้เฮเยอะกว่าเพราะชนะไป 11 ครั้ง

ขณะที่เขาเป็นดาวซัลโวสูงสุดในลีกของทีมประจำซีซั่นนี้ จากการทำไปแล้ว 6 ประตู แต่ในจำนวนนั้นมีถึง 5 ลูก ที่เกิดขึ้นในเกมเยือน

“เลสเตอร์-นอริช”

ในขณะที่เกมระหว่าง ลิเวอร์พูล กับ วัตฟอร์ด เป็นการเจอกันของจ่าฝูงและบ๊วย คู่นี้เองก็มีอารมณ์คล้ายๆ กัน เพราะฝั่ง เลสเตอร์ เป็นรองจ่าฝูงในตอนนี้ ขณะที่ นอริช ปัจจุบันเป็นรองบ๊วย โดยที่มีคะแนนห่างจากโซนปลอดภัยถึง 4 แต้ม ก่อนลงเล่นเกมลีกนัดที่ 17 ของซีซั่น

เลสเตอร์ ไม่มีปัญหาอาการบาดเจ็บใดๆ ทำให้ เบรนแดน ร็อดเจอร์ส สามารถจัดทีมชุดที่ดีที่สุดลงล่า 3 แต้มได้ ขณะที่ นอริช ถึงแม้ แกรนท์ แฮนลี่ย์ ที่เจ็บตรงต้นขาอาจจะกลับมาซ้อมได้แล้ว แต่มันก็ยังไม่ชัวร์ว่าเขาจะมีสภาพความฟิตดีพอสำหรับการลงเล่นรึเปล่า

ถ้าเกิด เลสเตอร์ สามารถเก็บชัยชนะนัดนี้ได้ มันก็จะทำให้พวกเขาทาบสถิติการชนะติดต่อกันในทุกรายการมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของสโมสร ที่จำนวน 10 เกม โดยครั้งสุดท้ายที่พวกเขาชนะติดต่อกันมากถึงเลข 2 หลัก เป็นช่วงที่ทีมชนะต่อเนื่องระหว่างเดือนธันวาคม ปี 1962 ไปจนถึงเดือนมีนาคม ปี 1963

ถ้าหากนับเฉพาะในลีก เลสเตอร์ ชนะมาแล้ว 8 นัดติด และถ้าเกิดทีมของ ร็อดเจอร์ส เก็บ 3 แต้มเต็มได้สำเร็จอีก มันก็จะทำให้นี่เป็นครั้งที่ 22 ในประวัติศาสตร์ของ พรีเมียร์ลีก ที่มีทีมชนะในลีกได้ถึง 9 นัดติด

ฝั่งเจ้าถิ่นจะหมดสิทธิ์ใช้งาน คีแรน เทียร์นี่ย์ แน่นอนแล้ว หลังจากดาวเตะชาวสกอตต์ไหล่เคลื่อน ส่วน นิโกล่าส์ เปเป้ กับ เอคตอร์ เบเยริน ที่เจ็บหัวเข่ากับต้นขาตามลำดับนั้น ยังต้องลุ้นว่าจะหายทันช่วยทีมรึเปล่า

ขณะที่รายของทีมเยือนจะยังไม่สามารถใช้ เซร์คิโอ อเกวโร่ กับ จอห์น สโตนส์ 2 แข้งตัวหลักได้ หลังจากทั้งคู่มีอาการบาดเจ็บตรงเอ็นหลังหัวเข่าและกล้ามเนื้อตามลำดับ ขณะที่รายของ ดาบิด ซิลบา ก็ยังไม่ชัวร์ว่าจะลงเล่นได้รึเปล่า เพราะสัปดาห์นี้ยังไม่ได้ลงซ้อมเลย หลังเจ็บจากเกมพ่าย แมนฯ ยูไนเต็ด

ทั้งนี้ ในเกมลีก 5 นัดหลังสุด อาร์เซน่อล เจอสถานการณ์ที่ต้องตามหลัง 0-1 ทั้งหมด โดยตลอดช่วงหลายปีที่เล่นใน พรีเมียร์ลีก นั้น พวกเขาไม่เคยเสียประตูแรกให้คู่แข่งก่อน 6 นัดติดต่อกันเลย

นอกจากนี้ ถ้าหากทีมของกุนซือ โจเซป กวาร์ดิโอล่า เอาชนะเกมนี้ได้ พวกเขาก็จะกลายเป็นทีมแรกในรอบราว 24 ปีที่บุกไปชนะ อาร์เซน่อล ถึงบ้านของ “ไอ้ปืนใหญ่” ในเกมลีกสูงสุดได้ถึง 3 นัดติดต่อกัน โดยทีมสุดท้ายที่ทำอย่างนั้นได้คือ เวสต์แฮม ที่ทำเอาไว้ระหว่างปี 1991-1995