จอร์แดน เฮนเดอร์สัน พัฒนาเยี่ยม พิสูจน์ตัวเองว่ามีดี

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน พัฒนาเยี่ยม พิสูจน์ตัวเองว่ามีดี กว่าเมื่อก่อน

"

จอร์แดน เฮนเดอร์สัน พัฒนาเยี่ยม พิสูจน์ตัวเองว่ามีดี

สแตน คอลลีมอร์ อดีตกองหน้า ลิเวอร์พูล ยอดสโมสรแห่งศึก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ กล่าวยกย่อง กองกลางกัปตันทีม “หงส์แดง” ว่าพัฒนาตัวเองได้อย่างยอดเยี่ยม จนกลายเป็นกำลังหลักคนหนึ่งของทีมไปแล้ว

ลิเวอร์พูล ตัดสินใจดึง เฮนเดอร์สัน มาจาก ซันเดอร์แลนด์ เมื่อช่วงซัมเมอร์ ปี 2011 ด้วยค่าตัวทื่เชื่อกันว่าอยู่ที่ 16-20 ล้านปอนด์ (ประมาณ 608-760 ล้านบาท) ซึ่งช่วงแรกๆ ดาวเตะชาวอังกฤษทำผลงานได้น่าผิดหวัง แถมถึงขั้นมีข่าวว่าอาจจะ

โดนปล่อยออกจากทีมด้วย แต่เจ้าตัวก็ฮึดสู้ต่อจนถึงขั้นได้เป็นกัปตันทีมของ ลิเวอร์พูล

คอลลีมอร์ เผยว่า “ผมอยากพูดถึง เป็นกรณีพิเศษ เขาเป็นนักเตะที่ต่างจากคนที่พวกเราเคยคิดเมื่อ 3 หรือ 4 ปีก่อนเยอะเลยทีเดียว เขาสามารถลงเล่นเป็นมิดฟิลด์ตัวกลาง และยังสามารถโยกมาตรงริมเส้นได้ด้วย และนั่นก็ถือว่าเข้ากับแท็กติกชั้นยอดของ เจอร์เก้น คล็อปป์ พอดี เพราะเขารู้ดีว่าบางครั้งฟูลแบ็กวัยหนุ่มทั้งสองคนของทีมจะเจอภาระมากเกินไป และต้องได้รับความช่วยเหลือสักหน่อย”

“ผมเองเป็นหนึ่งในคนที่เคยสงสัยว่า และ เจมส์ มิลเนอร์ อาจจะเป็นภาระของทีม จริงอยู่ว่า มิลเนอร์ มีประสบการณ์สูง และมีความเป็นมืออาชีพอย่างมากอยู่เสมอ แต่ตอนนั้นผมไม่มั่นใจเขาจะเพิ่มมิติให้ทีมได้ นอกจากนี้ ผมเองก็เป็นหนึ่งในแฟนบอล ลิเวอร์พูล หลายคนที่สงสัยด้วยว่า เฮนเดอร์สัน ควรจะได้อยู่ในทีมจริงๆ รึเปล่า ยิ่งเรื่องที่เขาควรจะเป็นกัปตันทีมหรือไม่นี่ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย”

“อย่างไรก็ตาม ทั้งคู่ก็ไม่ได้แค่เคลียร์ข้อกังขาของพวกเขาได้เท่านั้น แต่พวกเขายังเป็นส่วนสำคัญของทีม และของห้องแต่งตัวได้ด้วย ทีมไหนก็ตามที่มีนักเตะที่อารมณ์แปรปรวนง่ายหลายคน และมีขุมกำลังที่เต็มไปด้วยแข้งดาวรุ่งแล้วเนี่ย ทีมนั้นๆ ก็ต้องการคนที่เป็นเหมือนกาวที่จะเชื่อมนักเตะเข้าด้วยกันได้ ซึ่งทั้งสองคนก็ทำอย่างนั้นได้”

เว็บแทงบอล แทงบอลให้รวย โปรโมชั่นดี ดูบอลสด แทงบอล ได้ก่อนใคร

“ถ้าเกิดสุดท้ายแล้ว ลิเวอร์พูล ได้แชมป์ลีกในฤดูกาลนี้น่ะ มันก็ไม่ต้องสงสัยเลยว่าทั้งสองคนคือคนที่เป็นเหมือนแรงขับเคลื่อนของทีมที่สำคัญที่สุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งรายของ เฮนเดอร์สัน ถือว่ามีความสำคัญมากกว่าเป็นพิเศษ เพราะเขาเติบโตมาได้ดีจนเหมาะกับการเป็นกัปตันทีมแล้ว การหาผู้นำที่ดีหลังจากหมดยุคของ สตีเว่น เจอร์ราร์ด ให้เจอมันเป็นเรื่องที่ทำได้ยากอยู่เสมอ แต่ว่า เฮนเดอร์สัน ก็ก้าวขึ้นมารับหน้าที่นี้ได้อย่างยอดเยี่ยม”

ดาวเตะมาดเนี้ยบ จะยังเป็นคนที่ดูไม่เก่งและไม่คู่ควรต่อความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่อยู่เสมอในสายตาของพวกเขา ย้อนกลับไปเมื่อ 7 ปีที่แล้ว “เฮนโด้” เก็บข้าวของย้ายจาก ซันเดอร์แลนด์ มาพิสูจน์ตัวเองในถิ่น แอนฟิลด์ พร้อมกับบทพิสูจน์ที่ยากลำบาก เฮนเดอร์สัน ไม่สามารถเข้ามามีอิทธิพลต่อทัพ “หงส์แดง” ได้มากมายอะไรในเวลานั้น แถมยังมีช่วงที่โชว์ฟอร์มฝืด ทำผลงานได้สารวันเตี้ยลงๆ อีกต่างหาก มันเลวร้ายจนถึงขั้นที่ว่า เบรนแดน ร็อดเจอร์ส อดีตกุนซือของสโมสร เคยตัดสินใจเรียก “เฮนโด้” เข้าไปพบที่ออฟฟิศ พร้อมกับแจ้งอย่างชัดเจนว่าเขาไม่ได้อยู่ในแผนการทำทีมอีกต่อไป และขอให้เริ่มต้นหาทีมใหม่ได้เลยทันที

ในตอนนั้น ลิเวอร์พูล พยายามที่จะเจรจากับ ฟูแล่ม เพื่อเอา เฮนเดอร์สัน ไปแลกตัวกับ คลินท์ เดมพ์ซี่ย์ อย่างจริงจังดาวเตะจอมทุ่มเท ที่เคยถูกเรียกติดทีมชาติชุดใหญ่ตั้งแต่อายุ 20 ต้องกลับบ้านไปชั่งใจถึงอนาคตของตัวเองอย่างหนัก โดยเขายอมรับในภายหลังว่าเขานอนร้องไห้ฟูมฟายในคืนนั้น เสมือนว่าชีวิตของตัวเองกำลังจะล้มเหลว วันต่อมา เขาแจ้งกับสโมสร ลิเวอร์พูล ว่าเขาจะขอฮึดสู้ต่อเป็นเฮือกสุดท้ายเข็มนาฬิกาหมุนเวียนผ่านไปจนถึงวันนี้ เฮนเดอร์สัน ก้าวมาไกลเหลือเกินจากอดีตที่เคยยืนปริ่มๆ อยู่หน้าเหว สุดสัปดาห์ที่ผ่านมา ทุกคนได้เห็น “เฮนโด้ เสียน้ำตาเพิ่มอย่างน้อยถึง 2 ครั้ง ไล่ตั้งแต่ตอนที่เดินไปกอดกับ เจอร์เก้น คล็อปป์ ตอนจบเกมนัดชิง แชมเปี้ยนส์ลีก ต่อด้วยการเข้าโอบกอดกับคุณพ่อบังเกิดเกล้า ที่สนับสนุนเป็นกำลังใจให้มาตลอด ภาพทุกอย่างบ่งบอกอย่างชัดเจนว่า เฮนเดอร์สัน มีความรู้สึกอัดอั้นอยู่ภายในมากแค่ไหน นับตั้งแต่สืบทอดปลอกแขนกัปตันทีมต่อจากสุดยอดตำนานอย่าง สตีเว่น เจอร์ราร์ด เราทุกคนได้เห็น เฮนเดอร์สัน ต้องแบกรับความกดดันอย่างหนักมาตลอด

ก็อย่างที่บอกไปในย่อหน้าแรกๆ เขาดูจะไม่เคยเก่งพอเสียทีในสายตาแฟนๆ แม้กระทั่งวันที่สร้างประวัติศาสตร์เป็นกัปตันทีมชูถ้วย “บิ๊กเอียร์” ให้ “เร้ด แมชชีน” เป็นสมัยที่ 6 แต่ถ้าเราจะสังเกตกันดีๆ เราก็จะทราบว่า เฮนเดอร์สัน ไม่ได้เป็นแค่นักเตะฝีเท้าดาดๆ ที่หาได้ตามท้องตลาดทั่วไป อย่างน้อยก็ในเรื่องของความทุ่มเทให้กับฟุตบอลอย่างบ้าคลั่งของเจ้าตัว อดีตปีกขวาดาวรุ่งของทัพ “แมวดำ” เคยกล่าวว่า “ผมเป็นคนทุ่มเทอย่างหนักโดยธรรมชาติ ผมอยากจะพัฒนาจุดต่างๆ ของตัวเองอยู่เสมอ ไม่ว่ามันจะคืออะไร แม้กระทั่งบางเรื่องที่ผมรู้ว่าผมทำได้ดีแล้ว แต่ผมก็ยังอยากจะทำให้มันดีขึ้นไปอีก” รางวัลตอบแทนที่เห็นกันในวันนี้ มันก็ชัดเจนว่าคุ้มค่า