คล็อปป์ให้เหตุผลแหกปากตะโกนเครียดแม้ทีมนำขาด เจอร์เก้น คล็อปป์

คล็อปป์ให้เหตุผลแหกปากตะโกนเครียดแม้ทีมนำขาด เจอร์เก้น คล็อปป์

คล็อปป์ให้เหตุผลแหกปากตะโกนเครียดแม้ทีมนำขาด เจอร์เก้น คล็อปป์ 

คล็อปป์ให้เหตุผลแหกปากตะโกนเครียดแม้ทีมนำขาด เจอร์เก้น คล็อปป์

คล็อปป์ให้เหตุผลแหกปากตะโกนเครียดแม้ทีมนำขาด เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือเลือดด๊อยท์ชของ เว็บแทงบอลแทงหวยลิเวอร์พูล รับทัพ “เดอะ เร้ดส์” ยังมีอะไรต้องปรับปรุงอีกหลายอย่าง แม้ล่าสุดจะโชว์ความโหดไล่อัด เลสเตอร์ ซิตี้ เกมลีกโปรแกรมบ็อกซิ่ง โปรโมชั่นแทงบอล เดย์ โดยหนึ่งในนั้นก็คือการรู้สึกเล่นเซฟพลัง เพราะทีมมีโปรแกรมแน่นเอี๊ยดที่ต้องลงสนาม

    เจอร์เก้น คล็อปป์ 

ผู้จัดการทีมชาวเยอรมันของ ลิเวอร์พูล สโมสรขวัญใจมหาชนแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ยอมรับยังมีอีกหลายอย่างที่ทัพ “หงส์แดง” ต้องปรับปรุงแก้ไข แม้พวกเขาจะไล่ถลุง “สุนัขจิ้งจอก” เลสเตอร์ ซิตี้ 4-0 เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา

แม้ว่า “เดอะ เร้ดส์” จะมีสกอร์นำ 3-0 ไปแล้ว็กตาม แต่ดูเหมือนพวกเขายังไม่ยอมหยุดเล่นเกมบุก จนกระทั่งนาทีที่ 78 เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ โชว์ความโหดด้วยการตะบันเต็มข้อส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายอย่างงดงามส่งให้ทีมนำขาด 4-0  โดยหลังจากนำขาดขนาดนั้น แต่นักเตะ “เดอะ เร้ดส์” ยังเดินเครื่องต่อ ซึ่งสิ่งนี้ทำให้ คล็อปป์ ไม่พอใจเป็นเหตุให้เขาต้องตะโกนใส่ลูกทีมอยู่ที่ริมเส้นสนามว่าควรจะเก็บบอล และหันมาเน้นการเก็บแรงเอาไว้ดีกว่าเนื่องจากยังมีอีกที่ต้องลงเล่นอีกในวันอาทิตย์นี้ พบ วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ ที่แอนฟิลด์

“ในช่วง 10 นาที่สุดท้ายซึ่งนี่เป็นส่วนหนึ่งของฤดูกาล ไม่บ่อยนักที่คุณอยู่ในสถานการณ์ที่เกมมันตัดสินไปแล้ว สกอร์นำ 3-0 ตามด้วย 4-0 ทุกอย่างมัน 100

เปอร์เซ็นต์แล้ว ผมไม่รู้ว่าเราจะยิงประตูได้อีกเมื่อไหร่ แต่ผมคิดว่าเวลามันเหลือแค่10 นาที่บวกกับทดเจ็บ ก็คงเหลือราวๆ 13 นาที””แต่เรายังคงตั้งหน้าตั้งตาวิ่งไม่หยุด และผมคิดว่า -ให้ตายซิ มันบ้ามากแค่ไหนที่ทำ

แบบนั้น ?- ดังนั้นผมจึงตะโกนสั่งว่าต้องเก็บบอลเอาไว้ ซึ่งทำให้ เลสเตอร์ ไม่สามารถเปิดเกมบุกใส่เราได้ มีหลายสิ่งที่เราต้องแก่ไข เราควรจัดการกับเกมในสถาณการณ์แบบนี้ยังไง, เราควรเล่นแบบไหน, เราต้องเล่นเกมรับในครึ่งแรกยังไง มีหลายเรื่องที่เราต้องทำงานหนักต่อไป” คล็อปปี ระบุ

ประวัติส่วนตัว “เจอร์เก้น คล็อปป์”

คล็อปป์ มีชื่อกลางว่า นอร์เบิร์ต (แปลว่าฮีโร่, แสงสว่างแห่งทิศเหนือ, แสงสว่างแห่งท้องทะเล) เกิดวันที่ 16 มิถุนายน ปี 1967 ที่เมืองสตุ๊ตการ์ต ในประเทศเยอรมันตะวันตก ส่วนสูง 193 เซนติเมตร

เจอร์เก้น คล็อปป์ กุนซือชาวเยอรมันก้าวเข้ามาคุมทีม ลิเวอร์พูล ด้วยสถิติที่ยอดเยี่ยมจากการประสบความสำเร็จที่ บุนเดสลีกา และ เป็นที่จดจำในฐานะโค้ชสมัยใหม่ที่มีแนวคิดหัวก้าวหน้า

ประวัติการคุมทีมของเขาน่าสนใจไม่น้อยจากการพา โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เถลิงแชมป์ลีก บุนเดสลีกา 2 สมัย, เยอรมัน คัพ 1 สมัย และ เข้ารอบชิงชนะเลิศ ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่เขาคุมทัพเสือเหลืองตลอด 7 ปี

ในตอนนี้ หลังจากการว่างเว้นพักการคุมทีมไประยะสั้นๆ เขาก็ได้ก้าวมารับตำแหน่งผู้จัดการทีมที่ แอนฟิลด์ พร้อมนำฟุตบอลที่น่าตื่นเต้นเร้าใจมาสู่ทีม

ในแง่ประวัติของการเป็นนักเตะนั้น คล็อปป์ เคยเล่นให้ ไมนซ์ 05 เพียงทีมเดียวเท่านั้นในการค้าแข้งอาชีพ ตั้งแต่ปี 1990-2001 ก่อนจะตัดสินใจแขวนสตั๊ดในวัย 34 ปี พร้อมสถิติการถล่มประตูในลีกถึง 52 ลูก

แม้ว่าเขาจะไม่ได้เป็นนักเตะที่มีพรสวรรค์อะไรมากมาย แต่เขาก็ค้นพบว่าตัวเขาเองมีความสามารถในความเข้าใจเกมเป็นอย่างดี ซึ่งตัวเขาเคยกล่าวไว้ว่า

“ผมไม่เคยประสบความสำเร็จในการนำสิ่งต่างๆ ที่อยู่ในหัวลงไปสนาม ผมมีพรสวรรค์ฝีเท้าแค่ระดับดิวิชั่น 5 แต่มีมันสมองระดับบุนเดสลีกา ผลที่ตามมาผมก็เลยได้เล่นบนลีกดิวิชั่นสอง”

ความสามารถนี้จึงทำให้เขาใช้ประสบการณ์ที่มี ได้เปลี่ยนตำแหน่งจากการเล่นกองหน้าไปสู่ตำแหน่งเซนเตอร์ฮาล์ฟ ซึ่งทำให้เขาก้าวหน้ามากกว่าเดิมในการค้าแข้ง และส่งผลให้เขาได้ลงเล่นในระดับอาชีพมากกว่า 300 นัด

ที่กล่าวมาข้างต้นจึงเป็นพื้นฐานการเตรียมตัวที่ดีสู่อาชีพการเป็นโค้ช โดย คล็อปป์ เริ่มคุมทีม ไมนซ์ ในปี 2001 หลังการเลิกเล่นมาอย่างยาวนานร่วม 11 ปี

และในที่สุดการรอคอย 41 ปีของสโมสร ไมนซ์ ก็สิ้นสุดลง เมื่อเขาพา ไมนซ์ เลื่อนชั้นได้สำเร็จเพียงแค่ฤดูกาลที่ 3 ในการคุมทีม โดยเลื่อนชั้นจากการทำให้ ไมนซ์ จบในอันดับสองของ ลีกา 2 เยอรมัน

โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

ด้วยผลงานดังกล่าว ทำให้ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ตัดสินใจเลือกเขามารับงานในซัมเมอร์ปี 2008 เพื่อหวังแก้วิกฤตความตกต่ำของทีมที่จบในอันดับ 13 ของซีซั่นดังกล่าว

ในเดือน พฤษภาคม 2008 คล็อปป์ ได้จรดปากกากลายเป็นกุนซือคนใหม่ของสโมสร โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ ด้วยสัญญา 2 ปี ซึ่งฤดูกาลแรกที่เข้ามาคุมทีม ก็สามารถพา “เสือเหลือง” เอาชนะ บาเยิร์น มิวนิค ในศึก เดเอฟเบ ซูเปอร์คัพ ได้สำเร็จ และทำทีมจบอันดับ 6 ในตาราง และอันดับที่ 5 ในซีซั่นต่อมา ก่อนที่จะประสบความสำเร็จด้วยการความแชมป์ บุนเดสลีก้า ฤดูกาล 2010-2011 และ 2011-2012

ระหว่างฤดูกาล 2011-2012 คล็อปป์ ทำทีมเก็บ 81 แต้ม สร้างประวัติศาสตร์หน้าใหม่ให้กับสโมสร นอกจากนี้ยังทำสถิติคว้า 47 แต้มจากครึ่งฤดูกาลหลังอีกด้วย เท่านั้นยังไม่พอในวันที่ 12 พฤษภาคม 2012 เขาสามารถพาทีมคว้าดับเบิ้ลแชมป์ได้สำเร็จ ทั้งในลีกและบอลถ้วยรายการ เดเอฟเบ โพคาล ประจำฤดูกาล 2011-2012

สำหรับฤดูกาล 2012-2013 ดอร์ทมุนด์ ต้องพบกับความยากลำบากในศึก ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อพวกเขาถูกจับเข้าไปอยู่ในกลุ่มโหด “กรุ๊ปอ็อฟเดธ” ร่วมกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด, เรอัล มาดริด และ อาแจ็กซ์ อย่างไรก็ดี คล็อปป์ สร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการไม่แพ้ใครเลยและเข้ารอบต่อไปด้วยการเป็นแชมป์กลุ่ม ก่อนที่จะพาทีมทะลุเข้ารอบชิงชนะเลิศพบกับคู่ปรับ บาเยิร์น มิวนิค และพ่ายไปด้วยสกอร์ 1-2 จากประตูชัยของ อาร์เยน ร็อบเบน ในนาทีที่ 89

เริ่มต้นซีซั่น 2013-2014 คล็อปป์ ได้รับการต่อสัญญาระยะยาวและไปสิ้นสุดเมื่อเดือน มิถุนายน 2018 โดยฤดูกาลนั้นเข้าพาทีมจบอันดับ 2 เป็นรอง “เสือใต้” บาเยิร์น มิวนิค ถึง 19 แต้ม จนกระทั่งในฤดูกาล 2014-2015 เขาประสบปัญหาผู้เล่นเจ็บและฟอร์มตก เป็นเหตุให้ทีมพ่ายยับและร่วงไปอยู่ท้ายตารางนานกว่าหลายเดือน ก่อนที่จะค่อย ๆ ทะยานขึ้นมาสู่อันดับครึ่งบนของตารางได้สำเร็จ

อย่างไรก็ดีเมื่อวันที่ 15 เมษายน 2015 คล็อปป์ ได้ประกาศแยกทางกับทีมหลังจบฤดูกาลนี้ เพื่อแสดงความรับผิดชอบกับผลงานที่ย่ำแย่ แต่จะยังคุมทีมจนจบฤดูกาล

อย่างไรก็ดีนอกเหนือไปจากความสำเร็จที่ผ่านมานั้น คือสไตล์การทำทีมของ คล็อปป์ ที่เน้นการเพรสซิ่งอย่างเข้มข้นและฟุตตบอลที่ดึงดูดเร้าใจ ที่ทำให้ทีมที่เขาคุมประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ซึ่งเขาได้อธิบายไว้ว่า

“สิ่งที่ผมรักนั้นไม่ใช่ฟุตบอลแบบราบเรียบ แต่เป็นฟุตบอลแบบนักสู้ที่ผมชื่นชอบ”

“สิ่งที่เรามักพูดถึงฟุตบอลอังกฤษที่เยอรมันก็คือ ฝนตกหนัก, สนามที่แข็งกระด้าง, ทุกคนเล่นบอลกันหน้าตาสกปรกมอมแมม พอเตะเสร็จก็กลับบ้าน และก็เล่นฟุตบอลไม่ได้อีกเลยใน 4 สัปดาห์ต่อมา